วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แบบทดสอบคุณเป็นเกย์หรือเปล่า?

g3
ทุกวันนี้ประชากรชายในโลกก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้ว แถมยังไปประกอบอาชีพเสี่ยงๆตั้งเยอะ ที่สำคัญหันมาชอบกันเองซะอีกเล่นเอาสาวๆอย่างเราน้ำตาไหลพรากเวลาที่เจอผู้ชายดีๆสักคนต้องมานั่งกลุ้มใจอีกว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า หรือว่าผู้ชายที่เป็นเพื่อนกันก็ยังมีหวาดระแวงกันเองว่าไอ้ที่มาตีซี้กันนี่หวังเคลมหรือเปล่านะ เอางี้ดีกว่าทีมงาน S!Club เอาข้อสังเกตง่ายๆมาให้ลองดูกันว่าผู้ชายที่คุณเล็งหรือว่าตัวคุณเองนั้นมีลักษณะเข้าข่าย 25 ข้อนี้หรือไม่ ถ้ามีเกิน 10 ข้อก็เปิดตัวไปเลยเหอะค่ะ สงสารชะนีตาดำที่เฝ้ารอชายในฝันจะได้ตาสว่างและจะได้ลั๊นลาได้เต็มที่ไม่ต้องแอ๊บอีกต่อไป……..
1. พิถีพิถันในการแต่งกายมากเป็นพิเศษตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า
2. ชอบใส่เสื้อผ้ารัดรูป เสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามสีขาว เน้นกล้าม อก ไหล่ อ้างว่า ตามแฟชั่น แต่จริง ๆ อยากโชว์
3. ชอบเล่นกีฬาประเภทฟิตเนส วอลเลย์บอล แบดมินตัน ว่ายน้ำ เน้นฟิตร่างกายให้ล่ำบึก จนเมาท์กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า 80 % ของผู้ชายที่เข้าฟิตเนสจะเป็นชายไม่สนหญิง
4. บางคนมักชอบจะอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
5. พูดจาไพเราะเสนาะโสตกับสาวๆ เสียเหลือเกิน เป็นสุภาพทุกกระเบียด
6. พยายามทำตัวเองให้วุ่นกับงาน เขาจ้างมาทำแปดชั่วโมง ถวายหัวให้ 20 ชั่วโมง ไม่ค่อยมีเวลาให้แฟน หรือทางบ้าน จะใช้เป็นข้ออ้างไม่แต่งงาน เพราะแต่งกับงานไปแล้ว หรือแอบหลงรักเจ้านายผู้ชายอยู่ ?
7. เป็นลูกชายคนเล็ก หรือลูกคนกลาง อยู่บ้านขี้อ้อนมาก
8. มักประกอบอาชีพ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นักแสดง นักร้อง แดนเซอร์ แพทย์ หมอฟัน เภสัช และครู (อาชีพอื่น ๆ ก็มี แต่ยังไม่ค่อยเผยให้เห็น)
9. ยามว่างชอบใส่ชุดลำลองประเภท กางเกงขาสั้น เสื้อกั๊ก รองเท้าแตะแบบรัดส้น เสื้อโปโล และหมวก ทายูวี ป้องกันแสงแดดแบบขาดไม่ได้ จะตายเอา
10. ปากเล็กสีชมพู้ชมพู จมูกโด่ง คิ้วบางโค้งเป็นวงพระจันทร์ พบมากในเกย์ควีนนักแอบมืออาชีพ
11. ทำตัวคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง เช่น พูดจาเร็ว เดินเร็ว ไม่อยู่นิ่ง แอ็กทีฟ ไฮเปอร์
12. สนใจด้านภาษาศาสตร์ วรรณกรรม ศาสตร์แห่งความสวยความงาม
13. ทำตัวเป็นคนมีความลับบ่อยๆ เช่น ไม่ให้ยุ่งกับโทรศัพท์มือถือ ของฉันห้ามแตะ!
14. ห้ามถามเรื่องส่วนตัว
15. ชอบทานขนมจำพวกเบเกอรี่ เค้ก พาย ช็อกโกแลต
16. สนใจสุขภาพเป็นพิเศษ เช่น กินวิตามินเสริม ใช้เครื่องสำอางมากจำนวนเป็นพิเศษ
17. เป็นคนอารมณ์อ่อนไหวกับบทกวี ภาพยนตร์ซึ้ง ๆ ขี้ใจน้อย
18. ใส่ตุ้มหูข้างเดียว เดินนวยนาด ทิ้งสะโพกเกินมาดชาย!
19. มักหลงเรือนร่างตัวเองเกินความจำเป็น เรียกว่าไม่ยอมแก่ว่างั้นเถอะ
20. ชอบเปิดดูนิตยสารที่มีรูปผู้ชายถ่ายแบบแฟชั่น โพสท่าเซ็กซี่
21. วางท่าทางได้เท่กว่าผู้ชายทั่วไป ท่ายืนของเกย์ต้องโพสนิดนึง มือไม้นิยมซุกอยู่แถวกระเป๋ากางเกงยีนส์ สอดสี่นิ้วโผล่นิ้วโป้ง มือข้างหนึ่งสอดกระเป๋าหน้า อีกข้างสอดกระเป๋าหลัง เท่สุด ๆ
22. กิริยาท่าทาง พูดจามือไม้จะวาดตามคำพูด แม้จะเก็บแล้วก็ตาม (ก็ยังออก) หยิบจับสิ่งใด นิ้วก้อยจะยกองศาขึ้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว พบมากในกลุ่มเกย์สาวเช่นกัน
23. สวมแหวนที่นิ้วกลางข้างซ้าย (สัญลักษณ์ของความเข้มแข็งที่อ่อนแอ)
24. ชอบกัดเล็บ เวลาเหม่อหรือมีเรื่องกลุ้มใจ (แสดงถึงขาดความมั่นใจในตัวเอง)
25. ชอบฟังเพลง I will survive เพลงแดนซ์ เพลงคลาสสิก เพลงโอเปร่า บรอดเวย์ มากๆ
*หมายเหตุ ข้อมูลส่วนหนึ่งจากเอกสารทางการแพทย์ในอเมริกาฉบับหนึ่งที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โดยวิเคราะห์ตามหลักสถิติและการวิจัย และจากฟอร์เวิร์ดเมล์ต่างๆ
ที่มา sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

 มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          สมัยนี้การจะหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงมีความงามตามธรรมชาตินั้น ยากเต็มที เพราะความเจริญทำให้เมืองเต็มไปด้วยมลภาวะ จนอากาศไม่บริสุทธิ์เหมือนเคย แถมป่าไม้ยังถูกโค่นหมด เห็นแต่ตึกสูงละลานตาอีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม เชื่อเถอะว่าที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงามมีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ "มองโกเลีย" (Mongolia) นี่เอง

 มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

 มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

          โดยท้องฟ้าของที่นี่โปร่งใสปราศจากควันพิษ จากการที่ชาวบ้านใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายร่วมกับธรรมชาติ มีบางส่วนยังอาศัยอยู่ในกระโจม แทนที่จะวุ่นวายแบบคนเมือง จึงไม่เกิดมลพิษรบกวน ทำให้ตอนกลางคืนเราสามารถเห็นดวงดาวสว่างไสวประดับเต็มท้องฟ้า เหมาะกับคนที่ชอบบรรยากาศการดูดาวท่ามกลางธรรมชาติ หรือคู่รักที่ต้องการมานั่งดูดาวเพิ่มความหวานกันจริง ๆ


 มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

 มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

          และนอกจากท้องฟ้าอันงดงามแล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติน่าสนใจมากมาย เริ่มตั้งแต่การท่องเที่ยวชมทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) ซึ่งถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลทรายแต่ช่วงที่มีหิมะตกปกคลุมก็เกิดเป็นภาพความร้อนปะทะความเย็นที่งดงามน่าประทับใจมาก นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งฟอสซิลสำคัญของโลกอีกด้วย ยังไม่หมดเท่านั้นนะ เพราะส่วนหนึ่งของทะเลทรายโกบีก็เป็นแหล่งปีนเขายอดนิยม และมีน้ำตกสวย ๆ ที่ห้ามพลาดไปเยือนเช่นกัน

 มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

          ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งที่น่าสนใจ ก็คือ ทะเลสาบฮุฟสกุล (hovsgol Lake) ทะเลสาบทางตอนเหนือของประเทศมองโกเลีย โดยน้ำใสสะอาดที่แค่มองก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่น อีกทั้งยังสามารถตั้งแคมป์พักผ่อนชมวิวรอบข้างบริเวณนี้ได้ และยังมีโปรแกรมขี่ม้าเดินป่าหรือเดินเลียบแม่น้ำให้บริการอีกด้วย

  มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

          ทั้งนี้ นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติแล้ว ประเทศมองโกเลียยังมีสิ่งก่อสร้างสวยงามน่าจับมองเช่น จตุรัสซัคบาทาร์ (Sukhbaatar Square), อนุสรณ์สถานแห่งการต่อสู้ไซซาน (Zaisan Memory Hill), พระราชวังฤดูหนาวของข่านโบกด์ (Winter Palace of Bogd Khaan), พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติมองโกเลีย (National Museum of Mongolia) และวัดกานดาน (Gandan Monastery)

  มองโกเลีย ที่ซึ่งท้องฟ้ายังคงสดใส และธรรมชาติยังคงงดงาม

          ดังนั้น มีเวลาเมื่อไหร่ลองหาโอกาสไปเที่ยวมองโกเลียกันดูนะคะ อ้อ...และขอแนะนำอีกอย่าง"น้ำนมม้า" ที่ชาวมองโกเลียนิยมดื่นกัน ก็เป็นอาหารน่าลิ้มลองที่คนท้องถิ่นแนะนำค่ะ 

ที่มา kapook.com

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตั้งหิ้งบูชาพระอย่างไรให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

สำหรับการวางโต๊ะหมู่บูชาหรือในบ้านเรือน เป็นสิ่งที่หลายคนยังสงสัยว่าควรจะวางอย่างไรในทิศทางไหนเพื่อให้ถูกหลัก เพื่อช่วยส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองและปกป้องคุ้มครองผู้อยู่อาศัยภายในบ้านให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย หาคำตอบได้ที่นี่ค่ะ
การตั้งหิ้งบูชาพระตามอาคารบ้านเรือน
ถ้าต้องการเป็นเศรษฐี ทำการค้าขายดี ต้องตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ถ้าต้องการทำราชการก้าวหน้า ต้องตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ไม่ควรตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะทำให้ทำมาค้าขายทำราชการพอคุ้มตัว
ไม่ควรตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศใต้ เพราะทำให้รายจ่ายมีมากกว่ารายรับ ทำงานไม่คุ้มค่าเหนื่อย
ไม่ควรตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีแต่เรื่องทะเลาะวิวาท อยู่ไม่เป็นสุขทั้งในและนอกบ้าน
ไม่ควรตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพราะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุได้
ไม่ควรตั้งหิ้งพระหันหน้าไปในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะทำสิ่งใดมักจะต้อล้มเลิกกลางคัน รวมถึงทำให้ลูกหลานอกตัญญู
หากตั้งหิ้งพระหันหน้าไปทางทิศเหนือ คือทำอะไรก็เสมอตัว ไม่ได้ ไม่เสีย

ขอบคุณข้อมูลจาก บ้านพยากรณ์
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัมผัสนาขั้นบันได อิงแอบธรรมชาติ ณ บ้านป่าบงเปียง เชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณฮาโร่ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

          ตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงต้นพฤศจิกายน ท้องฟ้า ณ บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่ จะเริ่มเปลี่ยนเป็นครึ้มพร้อมกับมีสายฝนโปรยปรายลงมา นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเวลาของการทำนาขั้นบันไดกว้างไกลสุดขอบฟ้า ลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้น ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นความงามที่ธรรมชาติสร้างร่วมกับมนุษย์

          สำหรับ "บ้านป่าบงเปียง" เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทิวทัศน์สวยงาม และได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่อยากไปสัมผัสเพื่อเก็บภาพความอุดมสมบูรณ์ขุนเขาและนาขั้นบันได ซึ่งหากใครอยากไปยืนกลางท้องนา พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอด แต่ยังไม่มีเวลาและโอกาส ก็ไม่ควรพลาดตาม คุณฮาโร่ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม   ที่ได้เดินทางไปเก็บความงดงามเหล่านั้นมาให้ชมกันก่อนค่ะ


 
          เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 มีโอกาสได้ไปชมวิวนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง อำเภอแม่แจ่ม มาครับ เพิ่งเคยไปครั้งแรก สวยงามประทับใจเลยครับ ได้ภาพมาฝากหลายภาพเหมือนกัน ถ่ายด้วย Sony Nex6 SEL 55-210 บันทึกไฟล์ RAW จบหลังคอมฯ ด้วย Lightroom5

          บ้านป่าบงเปียง อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณขับรถสองชั่วโมง ไม่ทราบระยะทางเหมือนกัน พอดีน้องชายอาสาขับรถโฟร์วีลไปส่ง ถ้าไปรถเก๋งธรรมดาน่าจะลำบากนะครับ เพราะเส้นทางช่วงสี่ห้ากิโลเมตรก่อนถึงจุดถ่ายภาพเป็นทางลูกรัง หน้าฝนอย่างนี้กลายเป็นโคลนหนา ๆ ทางชันคดเคี้ยว ล้อรถสไลด์ปรื้ด ๆ หวาดเสียวอยู่เหมือนกันครับ

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          เส้นทางก็เป็นทางเดียวกับที่เราจะขึ้นยอดดอยอินทนนท์ พอผ่านด่านแรกก่อนขึ้นดอย เราบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะไปแม่แจ่ม เขาก็ให้ผ่านโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ขับรถขึ้นไปเรื่อย ๆ ช่วงแรกถนนลาดยางอย่างดี พอถึงด่านที่สองเราก็เลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอแม่แจ่ม ขับต่อไปอีกราวครึ่งชั่วโมงมีแยกขวา ปากทางมีป้ายบอกว่าทางเข้าห้วยทรายเหลือง ก็เลี้ยวเข้าไปเลย ช่วงแรกทางลาดซีเมนต์อย่างดี แต่จากน้ำตกขึ้นไปทางลำบากมากครับ

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          จากน้ำตกขึ้นไปอีกประมาณสิบห้านาทีก็เห็นป้ายชี้ไปป่าบงเปียง แต่เราไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้าน เพราะตรงป้ายนั้นเองเราก็ตื่นตะลึงกับความงามของทิวทัศน์ที่เห็นเบื้องหน้า มันคือ นาขั้นบันไดสุดขอบฟ้า ที่ได้ชื่อว่าสวยงามติดอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย...นาป่าบงเปียง

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          ผมเคยไปเห็นนาขั้นบันไดที่ยิ่งใหญ่ของเมืองจีนในอำเภอตงชวน มณฑลยูนนาน ที่นั่นใหญ่โตอลังการกว่าป่าบงเปียงสักร้อยเท่า แต่ผมถ่ายรูปออกมาไม่สวยสักรูป ส่วนที่นี่หันกล้องไปทางไหนก็จะได้มุมสวยงามพอเหมาะพอดีไปหมด แปลกเหมือนกันครับ

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          สองภาพนี้มองทางด้านขวา เห็นเป็นหมอกขาว ๆ นั่นเป็นสายฝนที่ตกอยู่ไกล ๆ ครับ

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          ใครอยากมาที่นี่แนะนำให้มาหน้าฝนนะครับ ตั้งแต่สิงหาคมถึงต้นพฤศจิกายน เดือนกันยายนก็มีข้าวสีเขียว ๆ อย่างนี้ พอพฤศจิกายนก็เป็นรวงข้าวเหลือง ๆ สวยไปอีกแบบครับ ที่นี่มีที่พักแห่งเดียวอยู่ตรงจุดชมวิวพอดีเลย การถ่ายภาพแนะนำช่วงบ่ายถึงค่ำครับ เพราะจะได้แสงเฉียงและได้พระอาทิตย์ตกด้วย

          ที่พักครับ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 119 หมู่ 7 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 50160 โทรศัพท์ 0 5328 6728, 0 5328 6729 หรือหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอินทนนท์ น้ำตกแม่ปาน (แม่แจ่ม) สอบถามเรื่องราคาที่พัก thana_doiin@hotmail.com

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          นอกจากนาข้าวแล้วก็มีแปลงข้าวโพดครับ ปลูกแซมกันไปเป็นหย่อม ๆ

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          โชคดีวันที่ไปอากาศดี ฝนไม่ตก แต่ก็ไม่ได้พระอาทิตย์เป็นดวง เพราะเมฆเยอะ การไปถ่ายภาพป่าบงเปียงแนะนำให้เดินทางออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ก่อนเที่ยง ขับไปสบาย ๆ แวะโน่นนี่สักบ่ายสี่โมงถึงจุดถ่ายภาพจะได้แสงกำลังสวย อยู่จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าค่อยกลับ จะถึงตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณสี่ทุ่ม รวมแวะพักรับประทานอาหารค่ำระหว่างทางแล้วนะครับ

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

          ลาไปด้วยภาพเด็กน้อยปกาเกอะญอที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์นะครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาดูภาพครับ

เด็กน้อยปกาเกอะญอ ที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์

          ขอบคุณทุกไลค์ ทุกคอมเม้นท์นะครับ ภาพอาจสีจี๊ดจ๊าดไปบ้าง นึกเสียว่าดูภาพโปสการ์ดก็แล้วกันครับ

          ดีใจจังที่มีคนสนใจบ้านป่าเมืองดอยเล็ก ๆ นามว่าป่าบงเปียง ที่แม้แต่คนแม่แจ่มเองน้อยคนจะรู้จัก ผมลองถามที่ร้านสะดวกซื้อแบบชาวบ้าน ๆ ที่ตัวอำเภอแม่แจ่ม เขายังไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อป่าบงเปียงเลยครับ วันที่ไปมีน้องชายขับรถให้และมีแม่นั่งรถไปด้วย ทั้งสองนั่งอยู่ในรถรอ ไม่ลงมาดู บอกว่ามีแต่ทุ่งนาไม่รู้จะดูอะไร ของอย่างนี้นานาจิตตังนะครับ

ที่มา sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

4 ความเชื่อผิดๆ กับการออกกำลังกายของผู้ชาย

การลองผิดลองถูกในเรื่องของการถือเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆ มากนะครับสำหรับบรรดา Sport Man ทั้งหลาย เพราะการออกกำลังกายทั้งเพื่อสุขภาพ เพื่อการสร้างกล้ามเนื้อ หรือเพื่อลดความอ้วน ฯลฯ มีวิธีการให้ได้ทดลองกันมากมายเหลือเกิน
แต่ที่เราจะนำมาพูดในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของวิธีการออกกำลังกายครับ เพราะขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกาย ถ้าไม่มากเกินไปจนกล้ามเนื้อฉีก ก็ถือว่าดีทั่งหมดนั่นแหละครับ แต่จะมาว่ากันด้วยเรื่องของ "ความเชื่อ" ที่ส่วนมากจะค่อนไปทางผิดๆ หลักของการออกกำลังกายครับ มาดูกันดีกว่าว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แล้วคุณกำลังคิดแบบนี้อยู่รึเปล่า ?
เรื่องที่ 1 ถ้าไม่ออกกำลังกายมากๆ จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
จั่วหัวมาแบบนี้ เล่นเอาหนุ่มๆ ที่ขี้เกียจ หรือเวลาน้อย ถอยกลับไปกิน ดื่มจนอ้วนฉุกันเหมือนเดิมเลยทีเดียว ความจริงแล้วผิดนะครับ ต้องเปลี่ยนความคิดในข้อนี้เสียใหม่เป็น "ทำน้อยดีกว่าไม่ทำเลย" เพราะผู้ชายหลายคนเชื่อตามหลักการเก่าๆ ที่ใครก็ไม่รู้บัญญัติขึ้นมาว่า ต้องออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ถึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ความจริงแล้วขอแค่ทำครับ จะ 10 หรือ 15 นาที แค่นี้ก็เพียงพอ ไม่ต้องทำแบบ 30 นาทีรวดไปเลยก็ได้ แบ่งเวลาให้ได้สัดส่วน เพราะแค่ 10 นาทีระหว่างดูทีวี จะดูข่าวหรือละครอะไรก็ตาม ก็สามารถนำมาซิทอัพ เป็นช่วงๆ สร้างกล้ามเนื้อ เผาผลาญไขมันได้เหมือนกัน หรือไม่ก็หลังทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ไม่ว่าจะมื้อไหนก็ตาม เดินย่อยซักหน่อยก็ได้ผลเหมือนกับการออกกำลังกายเหมือนกันแหละครับ
เรื่องที่ 2 ออกกำลังกายหนักๆ มาแล้วต้องซ้ำ ยิ่งปวดกล้ามเนื้อยิ่งได้ประโยชน์
ข้อนี้เป็นความเชื่อที่แพร่หลายกันมากเลยครับสำหรับหนุ่มๆ ที่พึ่งหัดเข้ายิมใหม่ๆ ไม่รู้ไปเอามาจากไหนกัน ความจริงแล้วการออกกำลังกายควรทำแต่พอดีจะดีที่สุดครับ เหนื่อยเกินไปหนักเกินไปล้วนเกิดโทษทั้งนั้น การออกกำลังกายแล้วปวดเมื่อยร่างกายนิดหน่อยอันนี้ถือว่าปกติ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ และคุณสามารถกลับมาเล่นอีกวันได้อย่างสบายๆ แต่ถ้าเกิดเล่นจนรู้สึกว่าปวดร้าวไปหมดทั้งร่าง นั่นคือการฝืนจนเกินไปครับ แนะนำให้พักจนรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วค่อยไปออกกำลังกายใหม่อีกครั้งจะดีกว่า
เรื่องที่ 3 จะลดส่วนเกินตรงไหน ให้ออกกำลังกายเฉพาะส่วนนั้น
แนวคิดนี้เรียกว่า Spot Training หรือการบริหารเฉพาะจุด ซึ่งหลายๆ คนเวลาอยากผอม อยากลดพุงก็อาจจะใช้วิธีนี้ คือเลือกเล่น หรืออกกำลังแต่เฉพาะจุด อย่างอยากให้พุงหายไป ก็เอาแต่ซิทอัพ ตะบี้ตะบันเข้าไป เป็นร้อยครั้งแค่เพียงอย่างเดียว แต่พุงไม่ยุบไปเลยครับ กลับกันหน้าท้องกลับแข็งขึ้นๆ ไขมันก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะความจริงแล้วการออกกำลังกายเฉพาะจุดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของการลดสัดส่วนเฉพาะไปได้เลย การออกกำลังกายแบบเผาผลาญ อย่างการวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน พวกนี้ต่างหากที่จะช่วยเบิร์นไขมันของคุณให้หายไปได้ ส่งผลให้ส่วนที่คุณต้องการลดลงไปในที่สุดครับ
เรื่องที่ 4 ออกกำลังแบบเบาๆ แต่นานๆ เผาผลาญได้มากกว่า
การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้ออกไปจากร่างกายให้ได้มากที่สุด หัวจใจสำคัญอยู่ที่การรีดแคลอรี่และกำจัดออกไปจากร่างกาย ผ่านทางเหงื่อครับ ดังนั้น การออกกำลังกายแบบเบาๆ นานๆ แต่เหงื่อไม่ออกเลยซักเม็ด ไม่สามรถช่วยเผาผลาญได้แต่อย่างใด เพราะยิ่งออกกำลังกายให้นักเท่าไหร่ เร็วเท่าไหร่ ถี่เท่าไหร่ และเหงื่อออกมากแค่ไหน นั่นแปลว่าระบบเผาผลาญในร่างกายของคุณทำงานได้ดีมากเท่านั้นครับ ดังนั้นถ้าเชื่อแบบนี้ก็คิดใหม่ได้แล้ว
ที่มา sanook.com

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คลิป หนูน้อย ปาร์ค เยริน หลับไม่ลง

อิ่มบุญสุขใจกับ เทศกาลกินเจ 2556

เทศกาลกินเจ หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี (ซึ่งปี 2556 นี้ตรงวันที่ วันที่ 5 -13 ตุลาคม 2556) มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว

เทศกาลกินเจ 2556

จุดประสงค์ของการกินเจ
1. กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล
2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา
3.กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ
อาหารเจเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยไม่มีเนื้อสัตว์ ส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ทุกประเภทและไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย และใบยาสูบ
หลักธรรมในการกินเจ
ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น "มันมากเกินไป" ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามรถมีชีวิตอยู่ได้ การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเองและดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ
- ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน

- ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน
 

- ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน
การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย
ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันคนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

กินเจ

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ
ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้
1. รับประทาน "อาหารเจ"

2. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
 

3.รักษาศีลห้า
 

4.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
 

5.ทำบุญทำทาน
สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด
สำหรับปีนี้ เทศกาลกินเจ จะตรงกับวันที่ เริ่มวันที่ 5 -13 ตุลาคม 2556 ผู้ถือศีลกินเจ จะมีการชำระกระเพาะให้สะอาดก่อน โดยการกินเจในมื้อเย็นก่อนวันจริง 1 มื้อ และ มื้อเช้าหลังวันที่เก้าขึ้น 9 ค่ำอีก 1 มื้อเป็นการลา ซึ่งจะเป็นวันส่งเจ้า ในช่วง 9 วันนี้ ทุกวันคี่ จะถือเป็นวันเจใหญ่ สำหรับใครที่อยากกินเจให้อิ่มบุญอิ่มใจ ก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปรับบุญกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com