วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สดใสได้ใจไม่ตกเทรนด์ กับผมหน้าม้าสารพัดสไตล์ !


          หนึ่งในทรงผมยอดนิยมตลอดกาล ถ้าใครตัดหน้าจะดูเด็กลงเป็นกอง พูดขนาดนี้แล้วก็ต้องยกให้ผมหน้าม้าเลย ตัดแล้วแบ๊วสดใสได้ใจ ไม่มีตกยุค สาวหวานก็ต้องหน้าม้าสไลด์ปัดข้าง หรืออยากหน้าม้าคลาสสิกก็ต้องตัดม้าตรงแน่ว ถ้าจะให้ซอฟต์ลงมาอีกหน่อยก็ต้องตัดโค้งไปตามรูปหน้า เปรี้ยวซ่ากับผมม้าแบบไม่สมมาตรกัน หรือว่าจะแบ๊วสุด ๆ ด้วย baby bangs ผมหน้าม้าสั้นเต่อแถมยังกุดจุ๊ดจู๋ เหมือนเด็กน้อยแอบเล็มผมตัวเอง แหม พูดอย่างเดียวคงนึกภาพกันไม่ค่อยออก งั้นมาชมสารพัดผมหน้าม้าหลากสไตล์กันเลยดีกว่า ถูกใจทรงไหนเก็บภาพไปให้ช่างทำผมดูกันได้เลยนะจ๊ะ :D

       สไตล์ยอดนิยม ผมม้าตรงยาวพอดีคิ้ว   

ผมหน้าม้า

ผมม้ายาวตรง ทรงอากิโกะ  

เครดิต : tokyofashion.com


ผมหน้าม้า

บ๊อบสั้นเปิดติ่งหู หน้าม้าตรงเป๊ะ
เครดิต : tokyofashion.com


ผมหน้าม้า

ผมยาวหน้าม้า ตรง ๆ พอง ๆ 
เครดิต : tokyofashion.com

ผมหน้าม้า

ผมยาว หน้าม้าพอดีปิดคิ้ว น่ารัก
เครดิต : tokyofashion.com

ผมหน้าม้า

ม้าตรงหนา ๆ แอบโชว์คิ้วนิด ๆ
เครดิต : tokyofashion.com



ผมหน้าม้า

ม้าสไตล์ปัดข้าง หวานสุด ๆ
เครดิต : tokyofashion.com

       ผมม้าหนา ๆ เต่อ ๆ ตัดขึ้นไปซะกลางหน้าผากเลย

ผมหน้าม้า

เล็มหน้าม้าเต่อแหว่งเหมือนหนูแทะ .. แต่ก็มั่นดีนะ
เครดิต : tokyofashion.com


ผมหน้าม้า

บ๊อบสั้น หน้าม้า เห็นคิ้ว
เครดิต : tokyofashion.com



ผมหน้าม้า

ผมยาว ม้าเต่อ ๆ กลางหน้าผาก
เครดิต : tokyofashion.com

ผมหน้าม้า

ผมสั้น crop cut ตัดม้าโค้งตามรูปหน้า
เครดิต : tokyofashion.com 

ผมหน้าม้า

ผมสั้น crop cut ม้าสั้นเต่อครึ่งหน้าผาก 
เครดิต : เฟซบุ๊ก Tokyo Fashion

       เต่อ ๆ กุด ๆ แหว่งนิด ๆ แบบนี้แหละ แอ๊บแบ๊วแบบ baby bangs

ผมหน้าม้า

สาวผมยาวตัดม้ากุด สั้นจุ๊ดจู๋
เครดิต : bargainbex.blogspot.com


ผมหน้าม้า

สดใสในสีส้มกับผมยาวแบบ baby bangs
เครดิต : bargainbex.blogspot.com


ผมหน้าม้า

สั้นกุดเก๋ไก๋แบบไม่เท่ากัน (asymetrical bangs)
เครดิต : shorthaired.tumblr.com



ผมหน้าม้า

หน้าม้ากุด ๆ ปัด ๆ ของสาวผมแดง
เครดิต : short-haircut.com



ผมหน้าม้า

asymetrical bangs แบบสาวผมยาว เก๋กู้ดดีทีเชียว
เครดิต : tumblr.com



ผมหน้าม้า

baby+asymetrical bangs ผสมกันแล้วได้ความเท่แบบนี้
เครดิต : blog.ditz-revolution.net

       ผมม้าแบบดารา-ซูเปอร์สตาร์คนดัง

ผมหน้าม้า

ผมหน้าม้าตรงของเคที่ เพอร์รี
เครดิต : celebbieber.blogspot.com


ผมหน้าม้า

หน้าม้า smiley ของเคที่ เพอร์รี
เครดิต : lowtimespodcast.com


ผมหน้าม้า

หน้าม้าทรงเสน่ห์ของเทเลอร์ สวิฟต์
เครดิต : deseosalon.com


ผมหน้าม้า

ม้าตรงเต่อสุดเป๊ะ ของรูนีย์ มารา
เครดิต : tolivelovecreate.blogspot.com


ผมหน้าม้า

ด้านข้างก็ยังเป๊ะ
เครดิต : makeupuniversity.blogspot.com



ผมหน้าม้า

ผมหน้าม้า

หน้าม้าของเอมิลี่ จากหนัง Amelie
เครดิต : hollywoodmoviesmania.blogspot.com



ผมหน้าม้า

ผมสั้น ๆ กับหน้าม้าสั้น ๆ ของริฮานน่า
เครดิต : hairtrends2013.com



ผมหน้าม้า

ผมม้ายาว ๆ หนา ๆ ของซูอี้ เดสชาเนล ช่วยให้เธอหน้าเด็กลงเป็นกอง
เครดิต : discollective.com



ผมหน้าม้า

หน้าม้ายาว ๆ สไลด์ปลาย ดูอ่อนหวาน
เครดิต : stylenoted.com


ผมหน้าม้า

หน้าม้าบาง ๆ ของโอลิเวีย ไวลด์ แบบนี้เรียกว่า piecey bangs
เครดิต : trendsurvivor.com



ผมหน้าม้า

หน้าม้าบาง ๆ ในสไตล์ของอเล็กซิส เบลเดล ทำเอาหน้าเด็กลงเป็นกอง
เครดิต : dailymakeover.com

ที่มา kapook.com

10 คำหวานที่ผู้หญิงอยากฟัง


ผู้ชายตกหลุมรักด้วยสองตา ทว่าผู้หญิงตกหลุมรักด้วยสองหู คำพูดดังกล่าวเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่ที่คุณควรตระหนักไว้ และถ้อยคำต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรพูดกับหวานใจอย่างสม่ำเสมอ เพราะผู้หญิงทุกคนมีความสุขที่ได้ยิน. . . ยืนยันโดย :ดร. วิคตอเรีย ซีดร็อก



10. วันนี้เป็นไงบ้าง? 

คำถามนี้จะแสดงให้เห็นว่าคุณแคร์ความเป็นไปและใส่ใจที่จะรับฟังสารทุกข์สุกดิบของเธอ การแสดงออกถึงความเอาใจใส่ เห็นอกเห็นใจในปัญหาที่เธอแบกรับและต้องการคนปรับทุกข์มักทำแต้มให้คุณได้เสมอ แค่การพยักหน้าหรือส่งเสียง “อื่อฮึ” เป็นครั้งคราวตอนที่เธอระบายความอึดอัดออกมา ก็ทำให้เธอมั่นใจว่าคุณเป็นห่วงเป็นใยเธออย่างแท้จริง

9. รู้สึกยังไงบ้าง?

ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณควรล้วงลึกลงไปในความรู้สึกของเธอที่มีต่อเรื่องต่างๆ การทำเช่นนี้จะทำให้คุณได้แต้มด้าน “อารมณ์อ่อนไหว” เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เช่น ตอนที่เธอกำลังบ่นเรื่องแย่ๆ ของหัวหน้าให้ฟัง คุณควรถามกลับไปสั้นๆ 
ว่า “มันทำให้คุณรู้สึกยังไงบ้าง” 



หรือก่อนจะออกไปข้างนอกด้วยกัน คุณก็ควรถามเธอว่า “รู้สึกยังไงถ้าเราจะออกไปดูหนังกัน หรือเราจะไปเยี่ยมคุณแม่กัน ฯลฯ” โดยทั่วไปผู้หญิงจะรู้สึกผูกพันกับคนที่ช่วยยกระดับอารมณ์ที่กำลังตกต่ำของพวกเธอ ความไว้วางใจจะทำให้คุณกลายเป็นคนสำคัญจนขาดไม่ได้ในชีวิตของเธอ และรับรองว่าคุณจะได้รับความสุขอย่างเต็มที่บนเตียงนอน

8. มีอะไรที่ผมช่วยได้บ้าง?

ผู้หญิงมักประทับใจในตัวผู้ชายที่มีสัญชาตญาณของการแก้ปัญหา เพราะมันทำให้พวกเธอรู้สึกว่าเขามีลักษณะของความเป็นพ่อและคนที่รับมือกับสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่แทบทุกครั้งที่คุณยิงคำถามนี้ออกไป คำตอบที่มักจะได้รับกลับมาคือ “ไม่มีอะไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง” อย่างไรก็ตาม เธอจะจดจำเอาไว้ว่าคุณยินดีที่จะช่วยหากเธอต้องการ

7. คุณสวยเหลือเกิน

ผู้หญิงรู้ดีว่าพวกเธอมักถูกเม้าท์หรือถูกพูดถึงในเรื่องรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเธอจึงมักพูดถึงตัวเองก่อนที่จะถูกคนอื่นเมาธ์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง หากคุณจะเอ่ยชื่นชมในตัวเธอจึงไม่ควรพูดอะไรเว่อๆ ออกมา แค่บอกว่าเธอสวยน่ารัก 

คุณต้องการคบกับเธอไปนานๆ และจริงจัง เธอก็ปลื้มจะแย่แล้ว การเอ่ยชมบั้นท้ายของเธอตอนที่คบกันใหม่ๆ อาจทำให้คุณต้องกินแห้วหรือไม่ก็ถูกตบ แต่ถ้าคบหาเป็นแฟนกันแล้ว การเอ่ยชมแบบเดียวกันอาจทำให้คุณได้ชื่นชมบั้นท้ายของเธอเป็นรางวัล



6. คิดไม่ถึงว่าคุณจะเก่งและฉลาดขนาดนี้

ผู้หญิงจะรู้สึกดีและมีความสุขหากได้รับความชื่นชมจากเพศตรงข้ามมากกว่าเรื่องรูปร่างและหน้าตา เพราะถึงยังไงพวกเธอก็รู้ว่าสังขารของคนเรานั้นไม่มีวันอยู่ยั้งยืนยง การที่คุณแสดงความชื่นชมเกี่ยวกับสติปัญญา ความสามารถ พลังสร้างสรรค์ ความมานะบากบั่น 

หรือคุณภาพชีวิตด้านอื่นนอกเหนือจากความสวยความงามของเธอ แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนจริงจังและลึกซึ้ง ไม่ได้มองเธอเป็นเพียงของเล่นหรือทางผ่าน

5. ยัยนั่นก็แค่เซ็กซ์บอมบ์สมองกลวง

จำไว้ว่าธรรมชาติของผู้หญิงคือการแข่งขันและเอาชนะกันและกัน ความสุขอย่างหนึ่งของพวกเธอคือการคุยทับผู้หญิงคนอื่น โดยเฉพาะคนที่พวกเธอมองว่าเป็นคู่แข่ง 

บางครั้งที่คุณพบว่าเธอรู้สึกไม่มั่นใจเวลามีผู้หญิงบางคนอยู่ใกล้ๆ หากเธอถามว่า “ผู้หญิงคนนั้นน่าฟัดรึเปล่า” คุณควรตอบว่า “ไม่เลยสักนิด” หรือ “น่าฟัดดี แต่คุณน่าฟัดมากกว่าเยอะ”



4. คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม

การบอกว่าคุณให้คุณค่าแก่เธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง สามารถคลายความกังวลของเธอได้ทันที ว่าเธอไม่ได้เป็นแค่คู่นอนของคุณเท่านั้น มันจะช่วยส่งเสริมความสนิทสนม และความไว้เนื้อเชื่อใจในความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเธอ 

อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งพูดประโยคนี้จนกว่าคุณจะได้เจาะไข่แดงของเธอแล้ว เพราะถ้าเอ่ยคำพูดนี้เร็วเกินไป เธออาจคิดว่าคุณอยากเป็นแค่เพื่อนกับเธอโดยไม่มีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้อง 

3. ผมรักคุณ

คำสามคำที่ผู้หญิงเสพติดเหมือนตกเป็นทาสเฮโรอีน ไม่ว่าคุณจะทำผิดอะไรมา คำว่า “ผมรักคุณ” สามารถไถ่บาปให้คุณได้เสมอ ยิ่งในวันวาเลนไทน์คำพูดนี้ยิ่งมีพลังมากขึ้น อาจจะมากกว่าการ์ดหรือช็อกโกแลตด้วยซ้ำไป แต่คุณต้องมั่นใจว่าพูดถูกที่ถูกเวลา เช่น 

ระหว่างดูกีฬาก็ไม่ควรมีอารมณ์เอาคำนี้มาพูดกับเธอ เทคนิคในการทำให้เธออ่อนระทวย คือโน้มตัวเข้าไปใกล้ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แล้วกระซิบว่า “ผมรักคุณเหลือเกิน” ทำเหมือนที่พระเอกทำกับนางเอกในหนังโรแมนติก ไม่ว่าเธอจะเป็นหญิงเหล็กขนาดไหน คำพูดนี้จะทำให้เธอเข่าอ่อน และเปียกเยิ้มตรงหว่างขา

2. คุณเป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ

การผสมผสานคำว่า “รัก” “อยู่ด้วยกัน” “เสมอ” และ “ตลอดไป” จะต้องใช้อย่างมีเทคนิค เพราะคำพูดเหล่านี้ถูกนำมาใช้บ่อยมากในเพลงรักทั้งหลาย หากคุณต้องการกระชับความสัมพันธ์ขั้นต่อไป บอกเธอว่าคุณอยากใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับเธอ หลังจากได้ยินคำพูดนี้ ถ้าเธอตกลงปลงใจก็เตรียมหาแหวนหมั้นได้ทันที

1. เราจะมีเจ้าตัวเล็กด้วยกัน

สำหรับผู้หญิงแทบทุกคน ความเป็นแม่มักผูกติดกับความปรารถนาทางเพศและความสัมพันธ์กับใครสักคนอย่างแยกกันไม่ออก แต่คุณควรใช้คำพูดนี้เฉพาะเวลาที่คุณหมายความตามนั้นจริงๆ ไม่งั้นมันอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมของความโสด หากคุณพูดเล่นขณะที่เธอเอาจริง ถึงขั้นไม่ใส่ใจในการคุมกำเนิดอีกต่อไป

ที่มา sanook.com

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

‘แอสตัน มาร์ติน’คืนชีพ MGCคว้าสิทธิ์ขายประเดิม4รุ่น


       ขณะที่ประเทศไทย “นิชคาร์” ที่เคยประกาศตัวเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็ถอดใจไม่ลุยตลาดต่อ จนเกิดช่วงสูญญากาศที่ความเคลื่อนไหวของ“แอสตัน มาร์ติน”หายไปนาน 2-3 ปี ล่าสุดบริษัท แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา จำกัด ประเทศอังกฤษ เจ้าของแบรนด์ “แอสตัน มาร์ติน” ได้พันธมิตรใหม่ในไทยและพร้อมที่จะกลับมาฟื้นธุรกิจอีกครั้ง ด้วยการแต่งตั้งให้ มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น เอเชีย ภายใต้การนำของ “สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ” เป็นผู้ได้สิทธิ์นำเข้าและดูแลตลาดในไทยต่อไป


       ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า “มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น เอเชีย” หรือ “เอ็มจีซี” กำลังอยู่ในช่วงขึ้นหม้อ ด้วยการ ขยายธุรกิจในแวดวงยานยนต์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การขายรถมือสอง(มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์),ธุรกิจรถเช่า(Sixt), ศูนย์ดูแล-ซ่อมบำรุงรถครบวงจร (เอ็มเอ็มเอส-บ๊อช คาร์ เซอร์วิส) และธุรกิจสร้างชื่ออย่างการเป็นดีลเลอร์ขาย บีเอ็มดับเบิลยู มินิ ฮอนด้า และอัครยานยนต์โรลส์-รอยซ์
       
       สำหรับโรลส์-รอยซ์ ที่ดูแลงานภายใต้บริษัท มิลเลียนแนร์ ออโต้ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีที่แล้ว ก็ลุยทำตลาดต่อเนื่องทั้งการเปิดตัวรถใหม่ การเปิดโชว์รูม และล่าสุดยังเปิดโปรแกรมรถมือสอง ซึ่งการบริหารงานโดยรวมถือว่าสร้างภาพลักษณ์ พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ๆให้กับแบรนด์ดังจากอังกฤษได้ดีพอสมควร
       
       ส่วน“แอสตัน มาร์ติน” แบรนด์ใหม่ในบ้านของ“เอ็มจีซี” คาดว่าจะจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมแจกแจงรายละเอียดของการดำเนินธุรกิจ และเปิดตัวผู้บริหารใหม่ที่จะเข้ามาดูแลในเร็วๆนี้ หรือกำหนดไว้ไม่เกินไตรมาสสามของปี
       
       โดยงานหลักในปีแรกคือ การสร้างการรับรู้ของแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่นด้วยโปรดักต์คุณภาพ การบริการหลังการขาย ซึ่งตามแผนงาน “แอสตัน มาร์ติน” เตรียมเปิดเอาท์เล็ตใหม่ที่ ออโตโซน สยามพารากอน หวังดึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และเปรียบเสมือนการประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปในตัว ซึ่งเอาท์เล็ตดังกล่าวจะตั้งอยู่ใกล้ๆกับ บูติกโชว์รูมของโรลส์-รอยซ์นั่นเอง ขณะเดียวกันยังเตรียมเนรมิตพื้นที่ชั้นสองของโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก บนถนนพระราม 3 ให้เป็นโชว์รูมอันทันสมัยและมีเอกลักษณ์ ส่วนด้านล่างก็จะแบ่งพื้นที่ใช้เป็นศูนย์บริการมาตรฐานดูแลการซ่อมบำรุงและสต็อกอะไหล่
       
       ในส่วนของโปรดักต์ที่จะนำเข้ามายั่วใจเศรษฐีไทยเท้าหนัก คาดว่าจะมีครบทุกรุ่นหลัก ไล่ตั้งแต่ สปอร์ตคูเป้รุ่นใหญ่ “แวนควิช” (Vanquish) ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดโลกเมื่อปีที่แล้ว โดดเด่นด้วยสมรรถนะน้องๆซูเปอร์คาร์กับเครื่องยนต์ วี12 ขนาด 6.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 573 แรงม้า ที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 63.2 กก.-ม. ที่ 5,500 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 295 กม./ชม.

ดีบี9


แวนเทจ

       
ราปิด เอส

       นอกจากนี้ยังเตรียมนำเข้าสปอร์ตคูเป้ที่พัฒนาบนพื้นฐานเดียวกัน อย่างรุ่น “ดีบี9” (DB9) ที่ให้สมรรถนะความเร้าใจไม่แพ้กันกับเครื่องยนต์ วี12 ขณะที่สปอร์ตคูเป้ไซส์เล็กอย่าง “แวนเทจ” (Vantage) น่าจะมากับเครื่องยนต์ วี8 ซึ่งทั้งรุ่น“ดีบี9” กับ “แวนเทจ” อาจจะมีตัวถังให้เลือกทั้งคูเป้และเปิดประทุน
       
       เหนืออื่นใดสำหรับใครชื่นชอบรถสปอร์ตซีดาน ยังมี“แอสตัน มาร์ติน ราปิด” ที่ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันS ตัวแรงที่รีดพลังจากเครื่องยนต์วี12 ขนาด 6.0 ลิตร ออกมาได้ถึง 550 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด305 กม./ชม. ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงน่าจะมีราคาค่าตัวแถวๆ 20 ล้านบาท ส่วนคนที่อยากสัมผัสความแปลกใหม่กับซิตี้คาร์ตัวเล็กรุ่น Cygnet ที่แชร์พื้นฐานเดียวกับ “โตโยต้า ไอคิว” คงต้องผิดหวัง เพราะแอสตัน มาร์ตินยังไม่มีแผนนำเข้ามาขายในไทย
       
       …น่าสนใจว่าการกลับมาของ“แอสตัน มาร์ติน” จะสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ได้ขนาดไหน เพราะเมื่อย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่กับ “มาสเตอร์ กรุ๊ป” แล้ว...งานนี้ไม่ธรรมดา และคงต้องดูกันยาวๆต่อไป

ที่มา manager.co.th

มาเป็นคลิป ยาริส อีโคคาร์ใหม่ของโตโยต้า



    ระบบความปลอดภัยใน Toyota Yaris 2013 (Yaris Eco Car) Safety System มาดูระบบความปลอดภัยใน Toyota Yaris 2013 หรือว่าที่ All-New Toyota Yaris 2013 (Yaris Eco Car) ของไทยกันบ้าง ซึ่งนับระบบความปลอดภัยพื้นที่คิดว่าจะมีมาให้ในทุกๆตลาดของยาริสเวอร์ชั่นใหม่นี้
- เริ่มตั้งแต่การออกแบบภายในห้องโดยสาร ที่ทำให้ผู้ขับขี่มีความรู้สึกสงบนิ่ง มีสมาธิในการขับขี่อยู่ตลอดเวลา
- ไฟหน้าเป็นแบบไฟโปรเจ็คเตอร์คุณภาพสูง เหมือนใน New Vios 2013 (ยาริสเวอร์ชั่นไทยต้องรอดู)
- เข็มขัดนิรภัยรอบคัน ซึ่งในที่นั่งด้านหลังจะมีมาให้ 3 ชุด
- โครงสร้างตัวถังแบบดูดซับแรงสั่นสะเทือน
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ช่วยลดการบาดเจ็บของศรีษะและหน้าอกจากแรงประทะซึ่งเกิดจากการชนด้านหน้า
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า พร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ช่วยรั้งร่างกายผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้แนบกับเบาะเมื่อเกิดการชน ป้องการการบาดเจ็บจากแรงกระแทก
- ไฟหลังพร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED สว่าง ชัดเจนทุกเวลา
- ระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล๊อกขณะเบรกกะทันหัน หรือเบรกบนถนนลื่น

นี่เป็นเพียงข้อมูลในเบื้องต้นส่วนหนึ่งจากคลิป vdo พรีเซนต์เรื่องระบบความปลอดภัยใน Toyota Yaris 2013 Asean เวอร์ชั่น หากมีข้อมูลเพิ่มเติม จะรีบมานำเสนอให้เพื่อนๆสมาชิกทราบกันเรื่อยๆนะครับ
ขอบคุณเนื้อหา : Yarisclubthailand
ที่มา sanook.com

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ดูชัดๆ หุ่นเซนติเนลใน X-Men: Days of Future Past

หลังจากที่ปล่อยข้อมูลของ บริษัท Trask industries ที่อยู่ในหนัง X-Men: Days of Future Past ออกมา ก็เรียกร้องความสนใจจากแฟนๆ ว่าอยากเห็นตัวเต็มๆ ของเจ้าหุ่นพิฆาตมนุษย์กลายพันธุ์ (Mutant) เร็วๆ
และแล้วผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ของเขาต้องรอกันนาน เมื่อเขาได้ทวิตข้อความพร้อมกับแชร์ภาพของเจ้าหุ่นพิฆาตเซนติเนลให้เราได้เห็นกัน โดยรุ่นที่เห็นอยู่นี้จะเป็นรุ่น Sentinel Mk2
Sentinel Mk2 ฉบับ X-Men: Days of Future Past

ซึ่งเจ้าหุ่นเซนติเนลนี้แม้จะเป็นแบบจำลอง แต่ก็จำลองมาจากขนาดที่ใช้ในหนัง X-Men: Days of Future Past จริงๆ สังเกตว่าตัวของผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ สูงแค่เข่าของหุ่นเท่านั้นเอง!

แม้ขนาดของเซนติเนลจะมีความใหญ่โต แต่ส่วนตัวมองแล้วยังรู้สึกว่ามันไม่ได้ดูน่าเกรงขามอย่างที่คิด ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะว่านี่เป็นเพียงแค่แบบจำลองที่ใช้อ้างอิงและถ่ายทำในบางฉากเท่านั้น เซนติเนลที่ปรากฎในหนังที่ใช้เทคนิคพิเศษเข้ามาช่วย น่าจะออกมาดูน่าเกรงขามและน่ากลัวอย่างแท้จริง (ก็แหงแหละ ขนาดผู้มีพลังพิเศษยังสู้ไม่ได้เลย)

หากถามว่าแล้วหุ่นเซนติเนลมีความสามารถอะไร ทำไมถึงเอาชนะเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ได้ ก็ต้องบอกว่า มันสามารถตรวจจับผู้มีพลังพิเศษได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่สามารถปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเอง  นอกจากนี้มันยังสามารถ เหาะเหิน ยิงลำแสง และสามารถซ่อมแซมร่างกายตัวเองได้อีกด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าความสามารถเหล่านี้จะนำมาใส่ในหนังด้วยหรือไม่ ซึ่งก็ต้องคอยดูกันไป

Sentinel Mk2 ฉบับ คอมมิก

ในส่วนของผู้สร้างหุ่นพิฆาตเซนติเนล อย่างบริษัท Trask Industries พร้อมกับที่มาของหุ่นเซนติเนล สามารถคลิกไปชมได้ที่ เปิดตัว Trask industries และข้อมูลหุ่นเซนติเนลจาก X-Men: Days of Future Past
ที่มา sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

HQ-DVD Master เดี่ยว 10

HQ-DVD Master]เดี่ยว 10 Disc 1/2


HQ-DVD Master]เดี่ยว 10 Disc 2/2

อาชีพไหน ทำแล้ว “อ้วน”?


เดิมที ใครๆ อาจคิดว่า อาชีพที่ทำงานกับอาหาร เช่น เชฟหรือพ่อครัวแม่ครัวนั้น นำความเสี่ยงน้ำหนักเกิน และกลายเป็นคนอ้วน ทว่าความเข้าใจนี้..ผิด!?

โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แคเรียร์บิวเดอร์ บริษัทจัดหางานของอังกฤษ เผยผลสำรวจเรื่องอาชีพกับความอ้วน หลังจากวิเคราะห์คำตอบของพนักงานอาชีพต่างๆ กว่า 3,700 ราย การวิจัยชี้ว่า อาชีพที่ทำแล้วนำพาน้ำหนักส่วนเกินมาให้มากที่สุด คือ พนักงานตอนรับที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ รองลงไปเป็นวิศวกร ครู พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านไอที ที่ปรึกษากฎหมาย แรงงานนั่งประกอบชิ้นงานหรือลูกจ้างโรงงาน และนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ

ส่วนเหตุผลที่ยิ่งทำงานแล้วน้ำหนักตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ตอบร้อยละ 56 ชี้ว่าเป็นเพราะพวกเขามักจะนั่งทำงานที่โต๊ะตลอดทั้งวัน ร้อยละ 35 บอกเป็นเพราะกินแก้เครียดจากงาน ร้อยละ 26 ชอบออกไปหาของอร่อยกินเป็นประจำ ร้อยละ 17 อ้วนขึ้นเพราะชอบซื้อของหวานติดไว้กินที่โต๊ะทำงาน รวมทั้งกินไม่เป็นเวลา และที่ทำงานมีงานเลี้ยงบ่อย ร้อยละ 9 บอกว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมงานชอบทำขนมหรืออาหารมาให้กิน และร้อยละ 4 ให้เหตุผลว่า ทำงานแล้วมีความสุขจึงกินเยอะ

นับตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? ร้อยละ 59 เผยว่า ตนเองอ้วนขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ในขณะที่ราวๆ 1 ใน 3 อ้วนขึ้นอีก 40 กิโลกรัม! แต่ในทางตรงกันมาข้าม มีผู้ตอบอยู่ร้อยละ 16 ยืนยันว่า งานที่พวกเขาทำยิ่งทำให้พวกเขาผอมลงไปอีก
ใช่ว่าคนไม่อ้วน หรืออาชีพที่ทำไม่ติดอยู่ในผลสำรวจข้างต้นจะชะล่าใจไป เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน หากละเลยควบคุมอาหารให้เหมาะสม และขาดการออกกำลังเพื่อเผาผลาญพลังงาน สุดท้ายก็อ้วนได้เหมือนกัน

ที่มา sanook.com